You are : บทความ Register | Login 
บทความ

Current Articles | Archives | Search

Tuesday, March 04, 2008
ความหลากหลายทางชีวภาพ
By host @ 3:44 PM :: 5018 Views :: Article Rating :: สิ่งแวดล้อม
 

 เวลาพูดถึงความหลากหลายทางชีวภาพ หลายคนจะพูดถึงแบบกว้างๆ แต่แท้ที่จริงแล้ว ความหลากหลายทางชีวภาพนั้นยังแบ่งซอยออกเป็นความหลากหลายในระบบนิเวศ(ecological) ความหลากหลายทางชนิดพันธุ์(species) และความหลากหลายทางพันธุกรรม(genetic)

        ยิ่งมาถึงสมัยนี้ บางคนจะพูดโยงไปถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม (cultural) อีกด้วย ซึ่งความหลากหลายลักษณะแบบนี้ก็มีผลกระทบต่อวิถีขีวิตหรือการดำรงชีวิตของมนุษย์ไม่แพ้ความหลากหลายทางชีวภาพ

        แต่สำหรับวันนี้ อยากจะตีกรอบพูดถึงเฉพาะอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพที่ภาคภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า Convention on Biodiversity หรือ CBD ว่ามีข้อดี ข้อด้อย ข้อเด่น อย่างไร และประเทศไทยควรจะไปลงนามให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญานานาชาติ ซีบีดี นี้หรือไม่ (หมายเหตุ: การลงนามมีสองระดับ ระดับแรกเป็นแค่การให้การรับรองซีบีดี ซึ่งไทยได้ลงนามไปแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2535 แต่ระดับที่สองเป็นการให้สัตยาบันว่าจะร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญา ซึ่งในกรณีระดับสองนี้ไทยยังไม่ลงนาม)

        ซีบีดี เป็นอนุสัญญาที่สลับซับซ้อนมาก เพราะรวมเอาเรื่อง สิทธิทางปัญญา(จับต้องไม่ได้)และทรัพยสิทธิ์(จับต้องเป็นตัวงานสิ่งของได้)เข้าไว้ด้วยกันในอนุสัญญานี้ ในขณะที่สิทธิทางปัญญาและทรัพยสิทธิ์โดยลำพังตัวมันเองแต่ละตัวก็เป็นเรื่องยากแก่การเข้าใจอยู่แล้ว ซีบีดีจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจยากแม้กับคนที่ทำงานด้านวิชาการความหลากหลายทางชีวภาพ(ไม่รู้เรื่องกฎหมาย)และนักกฎหมาย(ไม่รู้เรื่องความหลากหลายอันเป็นเรื่องเทคนิค) เรื่องซีบีดีจึงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่บ่อยๆว่า ประเทศไทย ควรหรือไม่ควรลงนาม

"แต่ก่อนที่จะไปถึงประเด็นว่าควรหรือไม่ควรลงนาม เรามาลองดูข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับซีบีดีบางข้อกันก่อนก็แล้วกัน"

ข้อแรก : มาเลเซียเป็นประเทศที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นแบบเขตร้อนชื้นเหมือนประเทศไทย มีความหลากหลายของทรัพยากรมากมายเหมือนไทย และได้ต่อต้านอนุสัญญาซีบีดีอย่างมากในระยะแรก เพราะกลัวว่าต่างชาติจะมาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของตัว แต่ตอนนี้มาเลเซียลงนามให้สัตยาบันเป็นภาคีในอนุสัญญานี้แล้ว ก็น่าศึกษาว่าทำไมเขาจึงเปลี่ยนใจ

ข้อสอง : ในประเทศไทยมีองค์กรพัฒนาเอกชนและนักวิชาการบางคนคัดค้านการลงนามในอนุสัญญานี้ และได้คัดค้านอย่างเข้มข้นมาตลอด ทำให้มีส่วนทำให้ภาครัฐยังไม่ได้ไปลงนามแม้จะมีหน่วยราชการและนักวิชาการอีกหลายคนสนับสนุน

        อย่างไรก็ตาม เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2544 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นด้วยและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการเพื่อลงนามต่อไป แต่ก็มีนักกฎหมาย (นายพนัส ทัศนียานนท์) ให้ความเห็นว่าครม.ไม่มีอำนาจในการทำการเช่นนั้น เพราะอาจขัดต่อสิทธิเหนือพื้นดินของประเทศไทย ที่ต้องยินยอมให้ต่างประเทศมาแสวงประโยชน์บนผืนแผ่นดินไทยและเอาทรัพยากรของเราไปใช้ได้ หากไปลงนามให้สัตยาบันเป็นภาคีในอนุสัญญานี้เข้า

        ขืนทำไปจะผิดรัฐธรรมนูญ รัฐบาลอาจถูกถอดถอนได้ ทางที่ถูกที่ควรคือต้องให้รัฐสภาทั้งองค์เป็นผู้ศึกษาตรวจสอบและอนุมัติ

        ซึ่งต่อมาภายหลัง ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ตีความตัดสินว่าเรื่องนี้ต้องผ่านรัฐสภาก่อน ประเทศไทยจึงจะไปลงนามได้จนทำให้เรื่องนี้ค้างเติ่งมาจนถึงปัจจุบันทั้งๆที่เรื่องนี้น่าจะจบไปร่วมสิบปีมาแล้ว

ข้อสาม : ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศพัฒนาแล้วขนาดใหญ่ประเทศเดียวในโลกที่ยังไม่ยอมลงนามให้สัตยาบันเป็นภาคีในสนธิสัญญานี้ เหตุผลหนึ่งก็คือประเทศเขาเป็นประเทศเสรี เขาจึงบังคับเอกชน/ผู้ประกอบการของเขาไม่ได้ง่ายๆ แต่อีกเหตุผลหนึ่งซึ่งน่าจะสำคัญกว่าก็คือ อเมริกามีสิทธิทางปัญญาเยอะ และเหนือกว่าประเทศอื่นๆทั้งปวงทั่วโลก เขาจึงอยากใช้ความเหนือกว่านี้ไปแสวงประโยชน์ทางทรัพยสิทธิ์หรือทรัพยากรหรือความหลากหลายทางธรรมชาติของประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย หากอเมริกาลงนามให้สัตยาบันเป็นภาคีในสนธิสัญญานี้ความได้เปรียบในเชิงสิทธิทางปัญญาของเขาก็จะถูกจำกัดโดยกฎระเบียบและข้อบังคับของอนุสัญญานี้ทันที

        ถ้าเช่นนั้น แล้วทำไมประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ เช่น อังกฤษ คานาดา ญี่ปุ่น เยอรมัน ออสเตรเลีย ฯลฯ จึงได้ลงนามให้สัตยาบันเป็นภาคีในอนุสัญญานี้ สำหรับคำถามนี้คงต้องขอให้กลับไปอ่านในย่อหน้าก่อนหน้านี้ใหม่ แล้วคิดเอาเอง

ข้อสี่ : ขณะนี้โลกใบนี้ของเรามีประเทศต่างๆรวมกันทั้งสิ้น 191 ประเทศที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติ และประเทศที่ลงนามให้สัตยาบันเป็นภาคีในอนุสัญญานี้แล้วมี 187 ประเทศ ส่วนประเทศที่ยังไม่ยอมลงนามในอนุสัญญานี้มีเพียงแค่ 4 ประเทศเท่านั้นคือ อเมริกา ไทย อิรัก และบรูไน

ข้อห้า : ความที่ว่าความหลากหลายทางชีวภาพของไทยเรามีมากกว่าประเทศอื่นๆหลายประเทศนั้นจริง แต่จริงแค่ส่วนเดียว คือถ้านับเฉพาะทรัพยากรทางธรรมชาติในป่า ในดิน ในน้ำ อย่างนี้ละก็ใช่ ของแบบนี้ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์เขาเรียกว่า in-situ คืออยู่'ในที่'นั้น เช่น ราบางชนิดในดิน เถาวัลย์ หรือสมุนไพรในป่าตะวันตก นกแต้วแล้วท้องดำในป่าทางใต้ ฯลฯ

        แต่สมัยนี้นักวิทยาศาสตร์สามารถเอายีนต่างๆของพืชและสัตว์หลากหลายชนิดมาเก็บรักษาไว้ในห้องปฏิบัติการได้แล้ว คือ เก็บแบบ'นอกที่'(คือ นอกป่า นอกผิวดิน ออกไปจากน้ำ ฯลฯ) จึงเรียกว่า ex-situ แปลว่าอยู่นอกพื้นที่นั้นๆ นักวิทยาศาสตร์ต่างชาติได้เข้ามาเก็บและขนตัวอย่างพันธุ์สัตว์และพรรณพืชของไทยไปหลายสิบปีแล้วและได้นำไปเก็บไว้เป็น'ธนาคารยีน'

        ธนาคารยีนนี้นับเป็นรูปแบบของความหลากหลายได้อีกอย่างหนึ่ง ถึงแม้จะมีน้อยกว่าในธรรมชาติก็ตาม แต่ก็อยู่ในสภาพที่มนุษย์เราควบคุมได้ในระดับหนึ่ง และความหลากหลายในรูปแบบนี้ไทยเราสู้เขาไม่ได้แน่นอน เพราะเทคโนโลยีของเรายังพัฒนาไปไม่ทันเขา

        นอกเหนือไปจากการเก็บความหลากหลายทางชีวภาพไว้ในแบบex-situแล้ว ปัจจุบันพวกนักวิทยาศาสตร์ยังสามารถถอดระหัสและฐานข้อมูลของยีนเหล่านี้ แล้วเอาไปเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ แล้วเรียกความหลากหลายเชิงข้อมูลนี้ว่า in-silico (ชิ้นส่วนความจำในคอมพิวเตอร์ทำจากซิลิคอนจึงเรียกว่า อิน-ซิลิโค) ซึ่งเป็นความหลากหลายที่เก็บไว้ในแง่มุมขององค์ความรู้ แต่ก็มีความสำคัญรวมไปถึงประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล เพราะสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้นี้ไปตัดต่อยีนให้พืชและสัตว์ รวมทั้งคนให้มีลักษณะเป็นไปตามที่ต้องการได้ เช่น ต้องการใช้มะเขือเทศทนแมลงได้หลายชนิด หรือออกมาลูกขนาดเท่ากัน หรือแม้กระทั่งให้มีจำนวนลูกตามต้นออกมาเท่ากัน ก็สามารถทำได้ ดังนี้เป็นต้น องค์ความรู้หรือความหลากหลาย in-silico แบบนี้จึงมีค่าในอนาคตมากกว่าความหลากหลายทางชีวภาพในป่า ในดิน ในน้ำ ในธรรมชาติเสียด้วยซ้ำ

        ถ้ามองในแง่นี้ประเทศไทยก็กำลังอยู่ในภาวะวิกฤตด้านความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว เพราะตามเทคโนโลยีเขาไม่ทัน

        ตรงนี้ต้องเข้าใจให้ดีๆและจะมามัวหลงภูมิใจในความโชคดีที่ประเทศเราบังเอิญมีทรัพยากรธรรมชาติมากๆอยู่ไม่ได้ เพราะประเทศที่ขาดเคลนพื้นที่ป่าและพื้นที่ธรรมชาติอย่างเช่น สิงคโปร์ เขาก็อาจพัฒนาความรู้ทั้งด้านยีนและด้านคอมพิวเตอร์ และนำไปเป็นทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพในรูปin-silico แล้วเอามาขายหรือใช้สำหรับการเอาเปรียบประเทศขาดองค์ความรู้อย่างเราก็ได้

        ทีนี้ก็มาถึงประเด็นที่ว่าไทยเราควรไปลงนามให้สัตยาบันเป็นภาคีในอนุสัญญาระหว่างประเทศฉบับนี้ได้แล้วหรือยัง ซึ่งก็คงต้องพิจารณากันในประเด็นย่อยอีกหลายประการ

สิ่งแรก คือ ถ้าไทยไม่ลงนาม เพราะกลัวเขาจะมาแย่งชิงเอาทรัพยากรของเราไป แต่ในขณะที่ไทยเป็นประเทศเปิด นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่น อเมริกา อิตาลี ฯลฯ ก็สามารถเดินทางเข้ามาแบบนักท่องเที่ยวหรืออะไรก็แล้วแต่ และก็หยิบฉวยเอาตัวอย่างทรัพยากรในที่หรือin-situ ของเราไปทำเป็น ex-situ ไว้ในห้องปฏิบัติการ หรือแม้กระทั่ง in-silico ไว้ในคอมพิวเตอร์ แล้วเราจะหยุดยั้งความสูญเสียนี้ได้อย่างไร

สิ่งที่สอง คือ หากเรากลับใจ(แบบมาเลเซีย)แล้วหันไปลงนามเป็นภาคี ข้อบังคับอนุสัญญาก็จะบีบให้เราต้องอนุญาตให้คนต่างชาติได้ศึกษาและร่วมได้ประโยชน์จากความหลากหลายทั้งแบบ in-situ, ex-situ และ in-silico ซึ่งสำหรับสองประการหลัง ณ ขณะนี้ดูเราจะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์มากกว่าเสียประโยชน์ เพราะเราเองแทบไม่มีอะไรเลยในสองเรื่องหลังนี้

สิ่งที่สาม คือ เราต้องไม่งอมืองอเท้าอยู่อย่างนี้ แม้เราจะได้ประโยชน์จากองค์ความรู้แบบ ex-situ และ in-silico ของคนต่างชาติ แต่ก็เป็นการได้ประโยชน์แบบคนโง่ คือ รอรับเศษบุญจากเขา เราจึงต้องเร่งสร้างองค์ความรู้ด้านนี้ขึ้นมาอย่างรีบด่วน ให้พร้อมที่จะต่อกรกับนานาชาติในสงครามความหลากหลายทางชีวภาพที่นับวันจะรุนแรงขึ้นตลอดเวลา

สิ่งที่สี่ คือ การสร้างองค์ความรู้นี้จะทำได้อย่างเป็นระบบก็ต่อเมื่อเรามีองค์กรมารองรับอย่างเป็นรูปแบบ ซึ่งในกรณีนี้ภาครัฐจะมีบทบาทอย่างมากที่จะทำให้มันเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ทั้งนี้องค์กรนี้ต้องเป็นองค์กรที่คล่องตัว มีอิสระพอสมควร และผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และต้องมีทักษะในการบริหารจัดการทั้งด้านองค์ความรู้และด้านทรัพยากรมนุษย์

        หน้าที่หลักขององค์กรนี้คือการศึกษาและวิเคราะห์ทั้งภาคสนามและภาคทฤษฎี จนสามารถกำหนดเป็นนโยบายและจุดยืนของประเทศได้ว่า ในเรื่องซีบีดีในประเด็นย่อยต่างๆที่จะมีตามมานั้นประเทศไทยเราคิดอย่างไร ต้องการเป็นอย่างไร และต้องการให้โลกทำอะไร

        ทีนี้ก็มาถึงปัญหาไก่กับไข่ บางคนคิดว่าไทยเราขณะนี้ยังไม่ควรไปลงนามเพราะความรู้เรายังมีสู้เขาไม่ได้ ต้องจัดตั้งองค์กรที่ว่านี้ขึ้นก่อน สร้างความพร้อมให้เพียงพอเสียก่อน จึงค่อยไปลงนาม พวกที่คิดในเชิงนี้มักไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์หรือนักเทคนิค

        แต่การสร้างองค์ความรู้แบบนี้นั้นคนที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ทราบดีว่ามันไม่ง่ายและเร็วเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก มันต้องใช้งบประมาณมาก ใช้คนที่มีความรู้เชิงลึกจำนวนมาก (แต่เราก็มีอยู่น้อยมาก) และต้องใช้เวลาอาจจะอีกนับเป็นสิบปี หากต้องรอให้จัดตั้งองค์กรเสร็จ มานั่งหาความรู้กันใหม่ให้พบ ก็จะเป็นการทำซ้ำในสิ่งที่คนอื่นรู้อยู่แล้ว (อย่างที่ฝรั่งเขาเรียกว่า re-invent the wheels) ซึ่งเขาจะไม่บอกเราหากเราไม่ร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญานี้

        ก็จะไม่ทันการณ์และกลายเป็นสภาพการณ์งาไหม้ไปแล้วโดยถั่วยังไม่สุก คนกลุ่มนี้มักมีความเห็นว่าให้รีบลงนาม รีบตักตวงความรู้จากเขาแบบก้าวกระโดด ไม่ใช่ไปเริ่มต้นที่อนุบาลแบบที่คนอื่นเขาทำมาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว และรีบตั้งองค์กรขึ้นมาทำงานด้านนี้ไปพร้อมๆกัน พร้อมๆกับตั้งกฎเกณฑ์ป้องกันต่างชาติมาหยิบฉวยเอาทรัพยากรธรรมชาติของเราไปใช้โดยที่เราไม่ได้ประโยชน์หรือได้เพียงน้อยนิด

        ได้กล่าวมาแล้วว่านับถึงวันนี้เรื่องจะลงนามไม่ลงนามให้สัตยาบันเป็นภาคีในอนุสัญญาฉบับนี้ต้องผ่านขั้นตอนและกระบวนการของรัฐสภา และขณะนี้เรื่องนี้ก็ยังค้างอยู่ที่รัฐสภา จึงน่าจะถือเป็นช่วงจังหวะเหมาะที่จะเร่งจัดตั้งองค์กรดังกล่าวขึ้นมาอย่างรีบด่วน แล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ดำเนินเรื่องเข้ารัฐสภาไปพร้อมๆกัน โดยไม่ต้องพักรอให้การจัดตั้งองค์กรให้เสร็จก่อน เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาและอนุมัติให้ประเทศไทยไปลงนามให้สัตยาบันเป็นภาคีในอนุสัญญาไว้ก่อน

        เพราะมิฉะนั้นแล้ว ประเทศไทยจะเป็นประเทศตกขบวนรถไฟซีบีดี แล้วผลเสียต่อประเทศชาติก็จะมีตามมาอีกอักโขครับ

Comments
comment By cheap nfl jerseys @ Monday, March 11, 2013 8:20 PM
If you are a fan of the National League, then you will be one of the cheap nfl jerseys online shoppers who will empty our shelves off with logo cheap nfl jerseys nfl shop items from the Atlanta nfl shop Braves, the Colorado Rockies, the Cincinnati Braves, the St. wholesale jerseys Louis Cardinals, and the San wholesale jerseys Francisco Giants. jerseys jerseys


http://www.cooljerseyscheap.com

comment By smallkat @ Friday, May 03, 2013 2:53 PM
sac chanelsac chanel
sac chanel pas chersac chanel pas cher
bottes uggbottes ugg
ugg pas cherugg pas cher
ugg pas cherugg pas cher

bottes uggbottes ugg
swarovski schmuckswarovski schmuck
swarovski schmuck günstig
beats by drebeats by dre
beats solo hdbeats solo hd

beats kopfhörerbeats kopfhörer
louis vuitton borselouis vuitton borse
louis vuitton outletlouis vuitton outlet
borse louis vuittonborse louis vuitton
michael kors taschenmichael kors taschen
michael kors borsemichael kors borse

comment By karen millen jurken @ Tuesday, August 27, 2013 10:20 AM
doudoune dolce gabbana d doudoune ralph lauren doudoun doudoune armani homme a dolce gabbana chaussure homme lunettes doudoune boss homme a survetement armani homme H lunettes de soleil chanel a t-shirt dolce gabbana homme dg blouson gucci homme GC chaussures gucci homme 2013 v bvlgari lunettes de soleil 2013 BV doudoune armani homme EA doudoune burberry homme BUR doudoune armani Ar doudoune jeep homme 20 karen millen outlet usa with 2013 jurken karen millen karen millen outlet nederland NL karen millen robe en ligne pour karen millen france la vente Winkel voor 2013 karen millen jurken KM 2013 Robes Karen Millen Pas Cher France cheap nba jerseys wholesale Acquista lultimo giubbotti armani a giubbotti boss a giubbotti ralph lauren a giubbotti dolce gabbana uomo R gucci giubbotti burberry Risparmi Doudoune Ralph Lauren RL Veste North Face TNF doudoune calvin klein homme VK doudoune burberry homme BR doudoune spyder femme SY karen millen jas JA karen millen gebreide jurk JU karen millen print jurk K karen millen bloemen jurken


สงวนลิขสิทธิ์ © 2551 โดย มูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลนในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.)